ผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์มีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าอาหารธรรมดาหรือไม่
มีข้อโต้แย้งกันมานานว่าอาหารอินทรีย์ดีกว่าอาหารธรรมดาหรือไม่ จึงมีการศึกษาค้นคว้าขึ้นจำนวนมาก แต่มีข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องมีการพิสูจน์ คือ อาหารอินทรีย์มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกายปนเปื้อนน้อยกว่าอาหารธรรมดา และมีผลดีต่อสภาพแวดล้อมในโลก ในขณะเดียวกันนักวิจัยหลายรายเห็นว่าอาหารอินทรีย์มีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าอาหารธรรมดา เนื่องจากมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า ธาตุสามัญในอาหร เช่น ไวตามินซี เกลือแร่ สารโพลีฟีนอลบางชนิด (ที่ช่วยต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระต้นเหตุของโรคมะเร็ง และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย) ในพืชอาหารที่ปลูกด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์ มีมากกว่าในพืชอาหารที่ปลูกด้วยวิธีเกษตรเคมี นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยย่อยเฉพาะด้านหลายเรื่องของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (US Department of Agriculture-USDA) และ Center for Organic Education and Promotion ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่หวังผลกำไรที่ก่อตั้งขึ้นโดย Organic Trade Association ระบุว่า อาหารอินทรีย์มีผลดีต่อสุขภาพมากกว่าอาหารธรรมดา โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่ควรให้ความสนใจเด้านโภชนาการเป็นพิเศษ คือ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง และเด็กก่อนวัยเรียน
ป้องกันมะเร็ง
ผลการศึกษาในสหรัฐฯที่ลงพิมพ์ใน Journal of Agricultural and Food Chemistry (JAFC) ฉบับเดือนมกราคม 2546 ระบุว่า
ข้าวโพดอินทรีย์แช่แข็งมี Ascorbic Acid หรือไวตามินซี สูงกว่าข้าวโพดธรรมดาแช่แข็ง 52% ข้าวโพดที่ปลูกด้วยวิธีเกษตรผสมผสาน มีไวตามินซีสูงกว่าข้าวโพดธรรมดา 67% และ Marionberries ที่ปลูกด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์และเกษตรผสมผสาน มีโพลีฟีนอลมากกว่า Marionberries ที่ปลูกด้วยวิธีเกษตรเคมี
ผลการศึกษาในอิตาลีลงพิมพ์ในวารสาร JAFC ฉบับเดือนสิงหาคม 2545 ระบุว่าพีชอินทรีย์และแพร์อินทรีย์ มีสารโพลีฟีนอลสูงกว่าพชและแพร์ธรรมดา และพีชอินทรีย์มีกรดแอสคอร์บิคสูงกว่าพีชธรรมดา 8%
European Journal of Nutrition ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2545 ลงพิมพ์ผลการศึกษาที่ระบุว่า ซุปผักอินทรีย์ มี Salicylic Acid สูงกว่าซุปผักธรรมดา (Salicylic Acid มี คุณสมบัติคล้ายแอสไพริน ช่วยลดการอักเสบและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย)
แม้จะมีผู้วิพากย์วิจารณ์ว่า ในความเป็นจริงแล้ว ผู้บริโภคจะไม่สนใจว่าผักผลไม้ที่พวกเขารับประทานจะมีกรดอะไรสารเคมีใดอยู่บ้าง พวกเขาก็ซื้อรับประทานขอให้เพียงไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างการปนเปื้อนอยู่ก็พอแล้ว แต่นักวิจัยเลือกกรดและสารเคมีบางชนิดที่มีผลต่อการเกิดโรคมะเร็งเท่านั้นมาวิจัย คนที่ไม่ต้องการเป็นมะเร็งก็ต้องพิจารณาเลือกซื้ออาหารที่ไม่มีสารเคมีปนเปื้อน
แต่สำหรับนักโภชาการแล้วไวตามินซีในพืชอาหารที่ปลูกด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์หรือเกษตรผสมผสานจะมีมากกว่าในพืชที่ปลูกด้วยวิธีเกษตรเคมี และความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนนั้นถือว่าที่มีนัยสำคัญตามหลักชีววิทยาซึ่งเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้จริง
Soil Association ของประเทศอังกฤษ ได้นำผลการศึกษาเกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการของอาหารอินทรีย์มาศึกษาอย่างละเอียดก่อนที่จะยกร่างมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในอังกฤษในปี 2544 โภชนากรได้ศึกษาความแตกต่างทางโภชนาการของอาหารอินทรีย์เปรียบเทียบกับอาหารธรรมดา ผลการศึกษาเพียง 29 เรื่องจาก 99 เรื่องถูกนำมาใช้ เนื่องจากเป็นการศึกษาที่เลือกใช้ผลผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แล้วเท่านั้น ผลการศึกษาพบว่า
1. เกลือแร่ การศึกษาด้านเกลือแร่ 14 เรื่อง มีผลว่า
- การศึกษา 7 เรื่อง พิสูจน์ได้ว่า เกลือแร่ในอาหารอินทรีย์สูงกว่า
- การศึกษา 6 เรื่อง ไม่พบความแตกต่างของเกลือแร่ในอาหารอินทรีย์และอาหารธรรมดา
- การศึกษา 1 เรื่อง พบว่าอาหารธรรมดามีเกลือแร่สูงกว่าอาหารอินทรีย์
2. ไวตามิน การศึกษาด้านไวตามิน 13 เรื่อง มีผลว่า
- การศึกษา 7 เรื่อง พิสูจน์ได้ว่าไวตามินในอาหารอินทรีย์สูงกว่าอาหารธรรมดา 6-100%
- การศึกษา 6 เรื่อง ไม่พบความแตกต่างของไวตามินในอาหารอินทรีย์และอาหารธรรมดา
นอกจากนี้ ยังพบว่าการศึกษาวิจัยบางเรื่องได้รับทุนวิจัยจากบริษัท Monsanto, Dow Elanco และ Ag-Chem Equipment Company ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทในอุตสาหกรรม การผลิตอาหารแบบดั้งเดิมและเป็นผู้ที่มีบทบาทในเทคโนโลยีชีวภาพ
การใช้ประโยชน์จากการศึกษางานวิจัยแต่ละเรื่องจึงต้องใช้วิจารณญาณ เนื่องจากมีปัจจัยและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันในการศึกษาแต่ละเรื่อง เช่น สภาพดิน แสงอาทิตย์ ปริมาณน้ำฝน ซึ่งไม้สามารถควบคุมให้อยู่ในสภาพเดียวกันได้ในการศึกษาแต่ละเรื่อง แต่ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่เชื่อถือผลการศึกษา ซึ่งผลของการศึกษาแต่ละเรื่องมีผลสรุปตรงกันว่า คุณค่าทางโภชนาการของอาหารมีความสัมพันธ์กับธาตุสามัญทางเคมีใที่มีในอาหารและสารเคมีที่ใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากปัจจัยภายนอกของการผลิตสินค้าเกษตรโดยรวมแล้ว การผลืตพืชอาหารด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์มีข้อดีมากกว่าการผลิตด้วยวิธีเกษตรเคมี เนื่องจากเกษตรอินทรีย์มีข้อห้ามการใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้าและวัชพืช ทำให้ไม่มีสารเคมีตกค้างในพืชอาหาร ส่วนพืชอาหารที่ผลิตด้วยวิธีเกษตรเคมีมักจะเน่าเสียง่าย เนื่องจากผลจากการที่มีสารเคมีตกค้าง เมื่อรวมตัวกับจุลินทรีย์และองค์ประกอบภายนอกอื่นๆ จะมีผลทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่ออาหาร
สารเคมีที่ใช้ในการเกษตรมีผลให้ดินเสื่อมสภาพลงขาดความอุดมสมบูรณ์ ยาฆ่าแมลงที่กระจายไปในอากาศและมนุษย์สูดดมเข้าไปมีผลให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์ ลดลง เกิดการระคายเคือง เกิดโรคภูมิแพ้ และเจ็บป่วยง่ายขึ้น
สารเคมีที่ตกค้างในพืชอาหารแม้จะไม่มีผลโดยตรงต่อคุณค่าทางโภชนาการในพืชอาหาร แต่การป้องกันไว้ก่อนเป็นเรื่องที่จำเป็น เช่น การกำหนดค่าความปลอดภัยหรือปริมาณสารเคมีขั้นต่ำที่จะอนุญาตให้มีปนเปื้อนในพืชอาหาร ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจ ให้แก่ผู้บริโภคในการรับประทานพืชอาหาร
ผลการวิจัยหลายฉบับแม้จะไม่ได้เผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบด้วยเหตุผลทางศีลธรรม จรรยาบรรณ และเหตุผลทางเศรษฐกิจ แต่ก็มีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า สารเคมีมีผลต่อสมรรถภาพทางเพศและการให้กำเนิดบุตร เนื่องจากสารเคมีมีผลให้จำนวนสเปิร์มลดลงและมีผลต่อการตกไข่ในสตรี มีผลการศึกษาที่สามารถพิสูจน์ได้ในเดนมาร์ก เกษตรกร ที่เป็นสมาชิกผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ดื่มนมอินทรีย์ 50% ของปริมาณนมที่ดื่มในแต่ละวัน ตรวจนับจำนวนสเปิร์มได้มากกว่ากลุ่มที่ดื่มนมธรรมดาทั้งหมด และการศึกษาอีกฉบับหนึ่งพบว่าผู้ชายที่รับประทานอาหารอินทรีย์มีจำนวนสเปิร์มมากกว่ากลุ่มที่รับประทานอาหารธรรมดา 43.1%
เด็กก่อนวัยเรียน
เด็กก่อนวัยเรียนเป็นอีกกลุ่มหนึ่งมี่ต้องให้ความสนใจเรื่องโภชนาการเป็นพิเศษ เนื่องจากอาหารที่เด็กวัยนี้รับประทานจะมีผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางสมองซึ่งจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองให้เด็กก่อนวัยเรียนในรัฐซีแอตเติล และวอชิงตัน รับประทานอาหารที่ใช้ Organophosphorus (OP) ในการปลูกพืชอาหาร พบว่าเด็กที่รับประทานอาหารแบบดั้งเดิม (พืชอาหารที่ใช้ OP ในการเพาะปลูก) จะมีอาการ Dimethyl Metabolite Concentration หรือมีอาการอยู่ ไม่สุขมากกว่าเด็กที่รับประทานอาหารอินทรีย์ 6 เท่า
นอกจากนี้จากการที่อาหารอินทรีย์ไม่อนุญาตให้มีสารปรุงแต่งสังเคราะห์ (Artificial Food Additive) เช่น ไขมันเทียม (Hydrogenated Fats) กรดฟอสฟอริค Aspartame และผงชูรส ซึ่งสารเหล่านี้มีผลเสียต่อสุขภาพทั้งสิ้น เช่น เป็นต้นเหตุของโรค หัวใจ Osteoporosi โรคปวดศรีษะไมเกรน และอาการอยู่ไม่สุข (Hyperactivity)
ในการปลูกพืชอาหาร พืชจะดูดธาตุอาหารต่างๆ จากดิน ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์สามารถทดแทนธาตุอาหารในดินที่ขาดไปได้บางส่วนเท่านั้น จึงสามารถพยากรณ์ได้ว่าในอนาคตเกลือไร่ ไวตามินและคุณค่าทางโภชนาการในพืชอาหารจะต้องลดลงเรื่อยๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แม้จะมีการใช้ปุ๋ยเคมีทดแทนธาตุอาหารในดินที่พืชดูดซึมไป และจะมีผลกระทบต่อการผลิตสินค้าเกษตรในอนาคต
Soil Association ของอังกฤษชี้แจงให้สาธารณชนเห็นว่า โดยเฉลี่ยแล้วพืชอาหารอินทรีย์มีไวตามินซีสูงกว่า มีเกลือแร่ และคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าพืชอาหารที่ปลูกด้วยวิธีเกษตรเคมี ผักผลไม้ที่ปลูกด้วยวิธีเกษตรเคมีจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบมากกว่าผักผลไม้อินทรีย์ ดังนั้นในน้ำหนักที่เท่ากันผักผลไม้อินทรีย์ย่อมมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า และผักผลไม้อินทรีย์มรส่วนประกอบที่มีความแห้งมากกว่าประมาณ 20% ทำให้ผักผลไม้อินทรีย์มีน้ำหนักมากกว่าเทียบกับขนาดที่เท่ากัน ถ้าผู้บริโภคต้องค่าสินค้าสำหรับผักผลไม้อินทรีย์สูงกว่า แต่ผู้บริโภคก็จะมั่นใจได้ว่าผักผลไม้อินทรีย์มีน้ำหนักมากกว่าและมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าโดยเปรียบเทียบกับขนาดและน้ำหนักของผักผลไม้ธรรมดา จึงเป็นเรื่องที่ราคาสามารถทดแทนกับคุณภาพได้อย่างสมเหตุผล
อาหารสัตว์
มีการทดลองให้คนและสัตว์รับประทานพืชอาหารอินทรีย์ พบว่าอาหารอินทรีย์มีผลดีจริงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งที่จำเป็นต้องระมัดระวังมลภาวะทางอากาศ และต้องสัมผัสสารพิษน้อยที่สุด ผู้ป่วยโรคมะเร็งจึงควรรับประทานอาหารอินทรีย์ควบคู่ไปกับการควบคุมคุณค่าทางโภชนาการในอาหาร
อาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ก็มีผลโดยตรงต่อสุขภาพของสัตว์ การเจริญเติบโตของสัตว์ ป้องกันไม่ให้เกิดโรคระบาดสัตว์ สัตว์มีสุขภาพแข็งแรงไม่ติดโรคง่าย จากผลการศึกษา 41 เรื่องและการทดลอง 1,240 กรณีพบความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดในคุณค่าทางโภชนาการระหว่างพืชอาหารอินทรีย์และพืชอาหารธรรมดาสำหรับเลี้ยงสัตว์ พืชอาหารอินทรีย์ที่ใช้เป็นอาหารสัตว์มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า มีไวตามินซี เหล็ก แม็กนีเซียม และฟอสฟอรัสสูงกว่า แต่มีไนเตรท (ต้นเหตุของสารพิษในอาหาร) น้อยกว่าพืชอาหารธรรมดาที่ใช้เป็นอาหารสัตว์
ไม่มีผลการศึกษาใดระบุว่าพืชอาหารอินทรีย์มีโปรตีนน้อยกว่าพืชอาหารธรรมดาแบบนีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามพืชอาหารอินทรีย์มีคุณภาพดีกว่าและมีเกลือแร่และคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบโดยน้ำหนักเฉลี่ย และมีโลหะหนักน้อยกว่า สาร ฟีโนลิคส์ในพืช (ฟลาโวนอยด์) ช่วยป้องกันมะเร็ง โรคหัวใจ และชลอการเสื่อมสภาพของกลไกการทำงานของประสาทส่วนกลาง และกระบวนการสันดาปสารนี้ในพืชยังช่วยป้องกันพืชจากแมลงศัตรูพืช แบคทีเรีย รา และการเน่าเสียด้วย กระบวนการผลิตในวิธีเกษตรอินทรีย์ที่ห้ามใช้สารเคมีในการเพาะปลูกพืชอาหารจึงเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สนับสนุนให้พืชอาหารสร้างสารป้องกันแมลงศัตรูพืชขึ้นเองภายในต้นพืช
ผลการศึกษาต่างๆ เหล่านี้จึงสนับสนุนใหเห็นว่าการผลิตพืชอาหารด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์ให้คุณมากกว่าให้โทษ ทั้งต่อโครงสร้างภายในพืชอาหารเอง ต่อเกษตรกรผู้ปลูก และต่อสภาพแวดล้อมโดยรวม นอกจากนี้ต้นทุนแฝงในการผลิตพืชอาหารด้วยวิธีเดิม (เกษตรเคมี) ที่ไม่เคยมีปรากฏให้เห็นในราคาจำหน่ายพืชอาหารแบบดั้งเดิมมีมากเพียงไรไม่มีผู้ใดพิสูจน์ให้ทราบได้ เช่น ค่าใช้จ่ายในการกำจัดเชื้อโรควัวบ้าในอังกฤษที่ไม่ต่ำกว่า 4,500 ล้านปอนด์ หากนำเข้าไปรวมในต้นทุนการผลิตอาหารแบบดั้งเดิมแล้ว ราคาอาหารที่ผลิตด้วยวิธีดั้งเดิมจะสูงมากทีเดียว แต่การผลิตอาหารด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์จะประหยัดค่าใช้จ่ายจำนวนนี้ลงไปได้ ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยสำหรับอาหารอินทรีย์จะถูกลงด้วย
การการสำรวจ ไม่มีลูกวัวเกิดใหม่ตัวใดที่เลี้ยงด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์มีเชื้อโรควัวบ้าในอังกฤษ และด้วยเหตุนี้รัฐบาลของประเทศอังกฤษจึงได้จัดทำมาตรฐานการผลิตอาหารด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์ขึ้น เพื่อสร้างความปลอดภัยในการบริโภคอาหารให้แก่คนอังกฤษ
*************************
กลุ่มงานบริการส่งออก 1
สำนักบริการส่งออก
ตุลาคม 2546








